About Us
Message
Seminar
Training
ข้อบังคับ
มูลนิธิ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน

หมวดที่ 1
ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง


ข้อ 1.
 
มูลนิธินี้ชื่อว่า มูลนิธิ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ย่อว่า ม.ศ.จ. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Prof.Dr.Srisakdi Charmonman Foundation ย่อว่า SC Foundation
ข้อ 2.
  ตราของมูลนิธิ มีลักษณะ คือ เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ SC ไขว้กันอยู่ตรงกลางรูป และมีชื่อมูลนิธิเป็นภาษาไทยอยู่ด้านล่าง

ข้อ 3.
  สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ถนนบางนา-ตราด กม. 26 อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ 10540

หมวดที่ 2
วัตถุประสงค์


ข้อ 4.
  วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้ คือ
   
4.1
  เพื่อส่งเสริมการพัฒนาวิทยาการสารสนเทศและวิทยาการที่เกี่ยวข้อง
4.2
  เพื่อส่งเสริมการจัดสัมมนาวิชาการสารสนเทศและที่เกี่ยวข้อง
4.3
  เพื่อส่งเสริมการจัดทำตำราวิชาการและเอกสารวิทยาการสารสนเทศ
4.4
  เพื่อส่งเสริมวิทยาการอินเทอร์เน็ต โดยจัดเป็นกองทุนสนับสนุนอินเทอร์เน็ต
4.5
  เพื่อสนับสนุนกองทุนที่    ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน  ตั้งไว้   ณ มหาวิทยาลัยต่างๆ       เช่น      กองทุน ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน
ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์    และ       กองทุนพระยานิติศาสตร์ไพศาลย์    และ      ศาสตราจารย์ศรีศักดิ์ จามรมาน
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น
4.6
 
เพื่อสนับสนุนกิจกรรมวิชาการของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ อาทิ สมาคมคอมพิวเตอร์เอซีเอ็ม สาขาประเทศไทย สมาคมคอมพิวเตอร์และการจัดการงานวิศวกรรม สาขาประเทศไทย เป็นต้น
4.7
 
พื่อสนับสนุนกิจการอินเทอร์เน็ตสาธารณประโยชน์ที่จัดโดยสถาบันเทคโนโลยีและฝึกอบรมเอแบค-เคเอสซี อินเตอร์เนตแห่งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และกลุ่มบริษัท เคเอสซี

หมวดที่ 3
ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน


ข้อ 5.
  ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ
   
5.1
  เงินสด จำนวน 1,963,061.87 บาท (หนึ่งล้านเก้าแสนหกหมื่นสามพันหกสิบเอ็ดบาทแปดสิบเจ็ดสตางค์)
5.2
 
ที่ดิน (ถ้ามี) โฉนดเลขที่ ………………-…….………...…รวมเป็นราคาทรัพย์สินทั้งสิ้น ……………-………บาท (…………-..…………….) (ถ้าเป็นเงินต้องมีกองทุนไม่ต่ำกว่า500,000 บาท  ถ้ามีทรัพย์สินอย่างอื่น    ต้องมีเงินสดไม่น้อยกว่า   250,000 บาท และเมื่อรวมกับทรัพย์อย่างอื่นแล้วต้องมีมูลค่า ไม่น้อยกว่า   500,000    บาท        ยกเว้นมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสังคมสงเคราะห์ 
ส่งเสริมการศึกษา การกีฬา ศาสนา สาธารณภัย และเพื่อการบำบัดรักษา   ค้นคว้า   ป้องกันผู้ป่วยจากยาเสพติด เอดส์     หรือมูลนิธิที่ก่อตั้งโดยหน่วยของรัฐ ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิม คือ   กองทุนไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท   หนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0402/ว2073 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2534)
ข้อ 6.
  มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
 
6.1
 
เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไข ผูกพัน ให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
6.2
  เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
6.3
  ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
6.4
  รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ

หมวดที่ 4
คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ


ข้อ 7.
  กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
 
7.1
มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์
7.2
ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
7.3
ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาทหรือความผิด ลหุโทษ
ข้อ 8.
  กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
 
8.1
ถึงคราวออกตามวาระ
8.2
ตายหรือลาออก
8.3
ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ 7
8.4
เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิ มีมติให้ออก โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ

หมวดที่ 5
การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ


ข้อ 9.
 
มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน 15 คน
ข้อ 10.
 
คณะกรรมการของมูลนิธิ ประกอบด้วย ประธานกรรมการอาวุโส ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานมูลนิธิ กรรมการมูลนิธิ เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับข้อ 9
ข้อ 11.
 
วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้
ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
ข้อ 12.
 
กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี
ข้อ 13.
 
การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ เป็นมติของที่ประชุม
ข้อ 14.
 
กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
ข้อ 15.
 
ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่

หมวดที่ 6
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 16.
 
คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ข้อบังคับนี้ให้มีอำนาจหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้
 
16.1
กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น
16.2
ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ
16.3
เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้รายจ่ายต่อกระทรวงมหาดไทย
16.4
ดำเนินการให้เป็นไปตามที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของ ข้อบังคับนี้
16.5
ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการของมูลนิธิ
16.6
แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.7
เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการ กิตติมศักดิ์
16.8
เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นอุปถัมภ์มูลนิธิ
16.9
เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.10
แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามข้อ 16.7, 16.8 และ 17.6 ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ 16.9 ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น
ข้อ 17.
  ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
 
17.1
 
เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
17.2
 
สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
17.3
 
เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร     ข้อบังคับ    และสรรพหนังสือ    อันเป็น
หลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้
17.4
  ปฏิบัติการอื่นๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 18.
 
ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธาน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
ข้อ 19.
 
ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ     ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่     ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใด   ให้ที่ประชุม
เลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่ง เป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น
ข้อ 20.
 
เลขาธิการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไประเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการ มูลนิธิและทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจกรรมมูลนิธิ
ข้อ 21.
 
เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน      ทรัพย์สินของมูลนิธิตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง            และเป็นไปตามระเบียบที่
คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
ข้อ 22.
 
สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
ข้อ 23.
 
คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมกรรมการหรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้

หมวดที่ 7
อนุกรรมการ


ข้อ 24.
 
คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการ หรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้
ข้อ 25.
 
อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
 
25.1
  อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
25.2
  อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานได้รับมอบหมาย

หมวดที่ 8
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ


ข้อ 26.
 
คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุกๆ ปี ภายในเดือน มิถุนายน และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการ ทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ 27.
 
การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้
ข้อ 28.
 
กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ให้คณะกรรมการตกลงกันเอง และ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ 27. บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 29.
 
ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียง เท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการ เล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิ ต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 30.
 
ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานที่ประชุม มีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจงหรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ 9
การเงิน


ข้อ 31.
 
ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวน ดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป
ข้อ 32.
 
เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน)
ข้อ 33.
 
เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใด ที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อ 34.
 
การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิหรือผู้ทำการแทน กับเลขานุการหรือเหรัญญิกลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
ข้อ 35.
 
การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุน เงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจรจาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ
ข้อ 36.
 
ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชีและทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
ข้อ 37.
 
ให้คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดรอบระยะเวลาบัญชี และจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี

หมวดที่ 10
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ


ข้อ 38.
 
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้ โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวดที่ 11
การเลิกมูลนิธิ

ข้อ 39.
 
ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิแก่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ให้ใส่ชื่อมูลนิธิหรือนิติบุคคลที่จะรับทรัพย์สิน และมูลนิธิหรือนิติบุคคลนั้นต้องมีวัตถุประสงค์ตามมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
ข้อ 40.
  การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง โดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
 
40.1
  เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว ไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
40.2
  เมื่อกรรมการมูลนิธิมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิก
40.3
  เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับได้
40.4
  เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

หมวดที่ 12
บทเบ็ดเตล็ด


ข้อ 41.
  การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นสิ่งที่สงสัยให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียง ข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 42.
  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อ ข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้
ข้อ 43.
  มูลนิธิต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจาก เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง